พิษณุโลก ผบช.ภ.6 ชี้แจงให้ 3 นายตำรวจเข้ารับราชการหลังก่อเหตุทำร้ายนักศึกษา ผบช.ภ.6 ตั้งโต๊ะแถลงสื่อกรณีตำรวจในสังกัดต้องหาคดีทำร้ายและพยายามฆ่านักศึกษาได้กลับเข้ารับราชการ ยืนยันทำตามขั้นตอนกฎหมายย

0
94

พิษณุโลก ผบช.ภ.6 ชี้แจงให้ 3 นายตำรวจเข้ารับราชการหลังก่อเหตุทำร้ายนักศึกษา
ผบช.ภ.6 ตั้งโต๊ะแถลงสื่อกรณีตำรวจในสังกัดต้องหาคดีทำร้ายและพยายามฆ่านักศึกษาได้กลับเข้ารับราชการ ยืนยันทำตามขั้นตอนกฎหมาย
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. ที่ห้องประชุม สภ.เมืองพิษณุโลก พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผบช.ภ.6 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ถาวร แสงฤทธิ์ ผบก.ภ.จว.พิษณุโลก และ พ.ต.อ.ทรงพล สังข์เกษม ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณีมีข่าวปรากฏในสื่ออินเตอร์เน็ต ในเฟซบุ๊กของนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ ได้โพสต์ระบุว่าข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 6 จำนวน 3 นาย ประกอบด้วย ส.ต.อ.สุบิณ นุชขำ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จ.พิษณุโลก ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ สังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร สังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จ.พิษณุโลก (ตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งตกเป็นจำเลยทำร้ายร่างกายนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก จำนวน 5 คน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสทางร่างกายและจิตใจ เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน มี.ค. 59 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่โตในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 3 คน โดยไม่รอลงอาญา หากแต่ตำรวจภูธรภาค 6 มีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจทั้ง 3 นาย กลับเข้ารับราชการเป็นตำรวจในตำแหน่งเดิม ยศเดิม และเงินเดือนเท่าเดิม สร้างความเคลือบแคลงใจและสงสัยให้กับสังคมเป็นอย่างมาก
พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผบช.ภ.6 เปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวทาง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริง อยากให้ตำรวจชี้แจงกับพี่น้องประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมาทางตำรวจภูธรภาค 6 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ว่าต้องคดีอาญาจึงมีเหตุอันควรให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามกฎ ก.ตร. กระทั่งเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 60 ภ.จว.พิษณุโลก รายงานว่าคณะกรรมการสอบสวนได้พิจารณาแล้ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงให้รอคำพิพากษาศาลถึงที่สุด เพื่อประกอบการพิจารณาสั่งการทางวินัย ทั้งนี้จะครบกำหนด 240 วัน ในวันที่ 24 มิ.ย. 60 หากแต่การพิจารณาสั่งการทางวินัยไม่แล้วเสร็จ จึงขยายระยะเวลาการพิจารณาสั่งการทางวินัย ครั้งที่ 1 ออกไปมีกำหนด 60 วัน แต่คดีอาญายังไม่สิ้นสุดก็ต้องขยายระยะเวลาการพิจารณาสั่งการทางวินัย ครั้งที่ 2 ออกไปอีก 60 วัน เนื่องจากต้องรอคำพิพากษาศาลถึงที่สุดประกอบการพิจารณา ซึ่งตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 87 วรรคสอง จะต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน กลับคืนสู่ฐานะเดิมนับแต่วันครบกำหนดเวลาดังกล่าว จึงเสนอเรื่องมายังตำรวจภูธรภาค 6 ดำเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาคืนสู่ฐานะเดิมต่อไป ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. เป็นต้นไป ซึ่งทาง ภ.จว.พิษณุโลก ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 61 ให้ข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหาและอยู่ระหว่างดำเนินเรื่องสู้คดีในชั้นศาลฎีกา ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ฝ่ายอำนวยการ ภ.จว.พิษณุโลก ขอยืนยันว่าทางตำรวจภูธรภาค 6 ไม่ได้ช่วยเหลือตำรวจที่กระทำความผิด แต่ต้องทำไปตามขั้นตอนของกฎหมายทั้งกระบวนการทางคดีอาญาและการดำเนินการทางวินัยควบคู่กันไป หากถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาตัดสินมีความผิดจริง ผู้กล่าวหาก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมายและออกจากราชการทันที
นอกจากนี้ถ้าหากว่าฝั่งของผู้เสียหาย มีเรื่องไม่สบายใจหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไร ก็สามารถเข้ามาปรึกษากับตนเองได้โดยตรง ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของตำรวจที่รับใช้ประชาชนทุกคน พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผบช.ภ.6 กล่าวทิ้งทาย
สำหรับดังกล่าว เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 มี.ค.2559 เวลาประมาณ 24.00 น. รถยนต์ของนักศึกษาประกอบด้วย นายชัยธวัช ธำรงศักดิ์คุณ คนขับรถ ฮอนด้าบีโอ สีขาว นายศิริวัฒน์ คุ้มทัศ นั่งข้างคนขับรถ และนายธนพล คงอิว น.ส.กมลชนก กล่ำเทพ นายธราเทพ แสงพิรุณ นั่งเบาะหลัง นศ.ชายทั้ง 4 เรียนอยู่ชั้นปี 3 สาขารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม ส่วน นศ.หญิงเรียนอยู่ชั้นปี 3 สาขาคหกรรม ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม ทั้ง 5 คนเดินทางออกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองไปซื้อดอกไม้เพื่อจัดงานสัมมนาวิชาการ ได้เกิดเหตุบริเวณสามแยกข้างสะพานสูงฝั่งท็อปแลนด์พลาซ่า ได้มีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ขับเข้ามาปาดหน้าจากทางด้านซ้ายโดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว และนักศึกษาได้บีบแตรรถใส่รถคันดังกล่าวที่มีลักษณะการขับขี่ที่มึนเมา ก่อนจะขับรถยนต์ลอดใต้สะพานสูงข้ามทางรถไฟ แล้วเปิดไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อมุ่งหน้าเข้าตลาด

ระหว่างการเลี้ยวซ้ายนั้นรถคันดังกล่าวได้พุ่งชนจากทางด้านหลัง นายชัยธวัชกำลังจะหยุดรถเพื่อลงไปดูรถของตนเอง แต่ขณะนั้นได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้น 4 ครั้ง และนักศึกษาที่ร่วมนั่งมาในรถด้วยนั้น เห็นว่าคนในรถคันดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิง ด้วยความตกใจ เลยบอกให้นายชัยธวัชขับรถหนี ระหว่างหนีนั้นได้ถูกไล่ยิงใส่ตลอดทาง จนมาถึงที่เกิดเหตุ บริเวณถนนเลียบทางรถไฟ บริเวณใกล้ด้านหลังร้านอาคารตั้งหลัก รถของนักศึกษาไม่สามารถที่จะขับไปต่อได้ ด้วยเหตุที่ถูกยิงเข้าที่ยางด้านหลังขวาแบน ต่อมาชายไม่ทราบชื่อเข้ามาพยายามจะเปิดประตูรถของนักศึกษา แต่ไม่สามารถเปิดได้ กระทั่งชายดังกล่าวใช้อาวุธปืนจ่อขู่ให้เปิดประตูแล้วใช้คำพูดขู่อีกว่า “ถ้าไม่เปิดประตูจะยิง” นักศึกษาจึงยอมเปิดประตู กลุ่มชายดังกล่าวได้ไล่นักศึกษาทั้งหมดรวม 5 คน ลงจากรถโดยใช้อาวุธปืนปู่ให้หมอบลงกับพื้น แล้วลงมือทำร้ายร่างกายนักศึกษา โดยกระทืบที่ศีรษะ ต้นคอ และลำตัวนายชัยธวัชหลายครั้ง และใช้อาวุธปืนฟาดเข้าที่ศีรษะจนศีรษะแตก และใช้เชือกมัดมือก่อนใส่กุญแจมือด้วย พร้อมด่าทอด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพหยาบคาย

ต่อมาชายคนดังกล่าวได้ลงมือกระทำกับนายศิริวัฒน์ โดยเข้ามาเตะเข้าที่ใบหน้า 2 ครั้ง อย่างรุนแรงจนบาดเจ็บสาหัส และทำร้ายนักศึกษาอีกคนคือนายธนพล คงอิว โดยกระทืบที่บริเวณท้ายทอยอย่างรุ่นแรงหลายครั้ง และมีชายคนที่ 2 เข้ามาใช้กำปั้นมือทุบบริเวณกกหูอย่างรุนแรง 1 ครั้ง จากนั้นชายทั้ง 2 คนได้ด่าทอดด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพหยาบคาย และใช้อาวุธปืนข่มขู่ทุกระยะ และชายที่ทำร้ายร่างกายนายชัยธวัช จะเข้ามาทำร้ายร่างกาย น.ส.กมลชนก อีก แต่นายธราเทพได้เข้ามาบังไว้ จึงถูกชายคนดังกล่าวใช้มือหยิบรองเท้าขึ้นมาฟาดที่บริเวณลำคอและเตะที่บริเวณข้างลำตัว หลังเหตุการณ์ยุติได้มีร้อยเวร สภ.เมืองพิษณุโลก ในเครื่องแบบมาตรวจค้นรถของนักศึกษาแต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ร้อยเวรจึงเชิญนักศึกษาทั้งหมดไปขึ้นรถ และนำไปส่งที่โรงพยาบาลอินเตอร์เวชการ จึงมีการแจ้งความดำเนินคดีในเวลาต่อมา ปรีชา นุตจรัส ราย งาน