พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท.ในฐานะรองผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า

0
50

เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่12 ก.ย. พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท.ในฐานะรองผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอส.ตร.) พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1,พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม พ.ต.อ.เจษฎา สวยสม รอง ผบก.ทท.2,พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์ วิวัฒนชัย รองผบก.สส.บช.ภ.5 พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ รองผกก.สายตรวจ นายพิชัย สุวรรณกิจบริการ ผู้อำนวยการสำนักดูแลกิจการโทรคมนาคม และเจ้าหน้าที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกาสนธิกำลังชุดปฎิบัติการพิเศษ ศปอส.ตร. เข้าตรวจสอบตลาดไนซ์พลาซ่า และตลาดอนุสาร จ.เชียงใหม่ หลังพบข้อมูลว่าตลาดดังกล่าว มีการลักลอบจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า
จากการตรวจสอบสามารถตรวจยีดสินค้าละเมิอเครื่องหมายการค้า อาทิ ลาโพงบลูทูธยี่ห้อ Bose, JBL, กระเป๋าแบรนด์เนม เช่น เช่น หลุยส์ วิตตอง, พราด้า, กุชชี่ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า เข็มขัด แว่นตา หลากหลายยี่ห้อ
Rayban, Nike, ADIDAS, UNDER ARMOUR กว่า20000รายการ

พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เล็งเห็นความสำคัญของการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ จึงสั่งการให้ดำเนินการปราบปราม โดยเน้นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ปรากฎในเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ไลน์ ฯลฯ และข้อมูลที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน จากการสืบสวนพบว่า ตลาดดังกล่าว เป็นแหล่งใหญ่ในการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า จึงทำการตรวจค้น โดยในวันนี้ปูพรม 60 ร้านค้า ตรวจยึดสินค้ากว่า 20000 รายการ

รองผบช.ทท. กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า โดยกำหนดให้เป็นวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ซึ่งทางพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วน โดยให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานกสทช. ดำเนินการปราบปรามตั้งวอลลูมเพื่อสืบสวนติดตามการขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ ทำให้สถานการณ์ขณะนี้ดีขึ้น เป็นที่พอใจทำให้สหรัฐยกสถานะประเทศไทยเป็นบัญชีจับตาเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปราบปรามตรวจจับสินค้าที่มีการวางขายหรือขายทางออนไลน์ รวมทั้งควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยได้รับความร่วมมือจากกระทรวงไอซีที ในส่วนเว๊บไซต์ที่มีการประกาศขายสินค้าก็ต้องฝากไปยังผู้ประกอบการว่าเราสามารถที่จะตรวจสอบได้ทุกช่องทาง จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายในการปิดเว็บไซต์และเอาผิดกับผู้ที่ละเมิด ซึ่งในวันนี้การตรวจสอบตัวบุคคลได้ไม่ยาก ซึ่งไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้จะดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เราจะตรวจสอบเส้นทางการลำเลียงนำเข้า รวมทั้งแหล่งพักเก็บสินค้า. ทั้งนี้ยอมรับว่าเห็นใจพ่อค้าแม่ค้า แต่เจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายโดยเท่าเทียมกันทำงานคู่ขนานทุกส่วน เพื่อให้สัมฤทธิ์ผล

รองผอ.ศปอส.ตร. กล่าวว่า โดยเฉพาะใกล้ช่วงไฮท์ซีซั่น จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก การปราบปรามที่เข้มงวดจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาจับจ่ายใช้สอยว่าจะได้สินค้าที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ดีฝากไปยังผู้ที่ยังดำเนินการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การประกาศขายทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม หากยังดาเนินอยู่ เจ้าหน้าที่จะดาเนินการจับกุมดาเนินคดี ขยายผลถึงนายทุน ตลอดจนใช้มาตราการยึดทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ศ.2542 ซึ่งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยหมดไป

ด้านนายเควิน แฮริงตัน ตัวแทนสถานฑูตอเมริกา แสดงความชื่นชมการทำงานของตำรวจไทย โดยกล่าวว่า การปราบปรามอย่างจริงจังและรวดเร็วทำให้สถานการณ์ละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งภาพรวมเป็นที่น่าพอใจที่ตำรวจไทยบังคับใช้กฎหมายให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวและขอบคุณสำคัญการทำงานที่รวดเร็ว แต่ยอมรับว่าเป็นห่วงการละเมิดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้าที่ปัจจุบันได้เข้าไปในโลกออนไลน์ ซึ่งยอมรับว่าเป็นไปได้ยากในการสืบสวน แต่เชื่อว่าการที่ประเทศไทยเอาจริงเอาจังจะดำเนินการได้สำเร็จ

พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าวว่าเห็นใจพ่อค้าแม่ค้า แต่ประเทศต้องพัฒนา รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เราจำเป็นต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและเป็นไปตามประชาคมโลก ทั้งนี้ฝากถึงพี่น้องประชาชนว่าอย่าไปใช้สินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์เลย นอกจากไม่ได้มาตรฐานแล้วยังผิดต่อกฎหมาย ซึ่งหากจะเกิดความยั่งยืนต้องช่วยกันเปลี่ยนค่านิยมวัฒนธรรมใหม่ ใช้ของแท้ไม่ใช้ของปลอม