ไทย พ่าย อินเดีย 1-4 เอเชียน คัพ 2019 นัดแรก

0
88

ไทย พ่าย อินเดีย 1-4 เอเชียน คัพ 2019 นัดแรก
————————

ช้างศึก ประเดิมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย 2019 ที่ ยูเออี ด้วยการพ่ายต่อ อินเดียไป 1-4

วันที่ 6 มกราคม 2562 เวลา 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ณ สนาม อัล นาห์ยาน สเตเดียม ในกรุงอาบูดาบี ประเทศ สหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ การแข่งขันฟุตบอล เอเชียน คัพ 2019 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอ นัดแรก ทีมชาติไทย ทีมอันดับ 118 ของโลก พบกับ ทีมชาติอินเดีย ทีมอันดับ 97 ของโลก

เกมนี้ มิโลวาน ราเยวัช วางทีมมาในระบบ 4-2-3-1 โดยวาง ธีรศิลป์ แดงดา กัปตันทีม เป็นกองหน้าตัวเป้า โดยมี ชนาธิป สรงกระสินธ์, อดิศักดิ์ ไกรษร และ ศุภชัย ใจเด็ด เป็นสามมิดฟิลด์สนับสนุน ส่วนกลางรับมี สรรวัชญ์ เดชมิตร และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ส่วนแนวรับ นำโดย ทริสตอง โด, เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว, พรรษา เหมวิบูลย์, ธีราทร บุญมาทัน ส่วนผู้รักษาประตูใช้ ฉัตรชัย บุตรพรม

ด้าน อินเดีย นำโดย ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมอย่าง สุนิล เชตรี ที่ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า ส่วน ผู้รักษาประตูเป็น กูร์ปีต ซิงห์ สันธุ ที่เคยมาเล่นรายการเอเชียน คัพ ปี 2011 เฝ้าเสา

เริ่มเกมมาทั้งสองทีมสู้กันได้อย่างสูสี และนาทีที่ 11 เป็นทีมชาติไทย ที่มาได้ลุ้นก่อน จากจังหวะต่อเนื่อง ที่อดิศักดิ์ ไกรษร ไหลให้ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กดด้วยขวาจากระยะเกือบ 30 หลา บอลพุ่งหลุดเสาสองออกไปนิดเดียว

นาที 21 ไทยเกือบมาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากฟรีคิก ที่ทริสตอง โด ที่เปิดให้ อดิศักดิ์ ไกรษร วิ่งมายิง แต่ยังติดเซฟของ นายทวารอินเดีย ก่อนโดนสกัดออกหลังไป

แต่นาที 26 กลายเป็นอินเดียที่มาได้จุดโทษจากจังหวะโต้กลับ ที่บอลขลุกขลิกและไปโดนแขนของ ธีราทร บุญมาทัน และเป็น สุนิล เชตรี ที่รับหน้าที่สังหารเข้าไปให้ ทีมจากแดนภารตะนำก่อน 1-0

นาที 31 ไทยน่ามาได้ประตูตีเสมอจากจังหวะที่ ศุภชีย ใจเด็ด พาบอลตะลุยขึ้นมาก่อนไหลให้ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ กดด้วยขวาโล่งๆ จาก 25 หลา ข้ามคานออกไป

และนาที 33 ไทยก็มาตีเสมอจากฟรีคิกและเป็น ธีราทร บุญมาทัน ที่เปิดให้ ธีรศิลป์ แดงดา โฉบไปโหม่งเข้าไปให้สกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1

นาที 42 อินเดีย มาได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะบอลยาว ที่มาเข้าทาง สุนิล เชตรี ที่ได้วอลเลย์ด้วยขวาแต่บอลเหินข้ามคานออกไป

นาที 44 ไทยมาได้ลุ้รอีกครั้งจากจังหวะต่อบอลกันสวยงาม ที่ ธีราทร บุญมาทัน ให้ ธีรศิลป์ แดงดา แปะต่อให้ศุภชัย ใจเด็ด ยิงข้ามคานออกไป และไม่มีจังหวะเพิ่มเติมจบครึ่งแรก สกอร์ยังเสมอกันอยู่ที่ 1-1

เริ่มครึ่งหลังมาไม่ถึงนาที อินเดียมาได้ประตูขึ้นนำอีกครั้ง จากจังหวะสวนกลับ และเป็น สุนิล เชตรี คนเดิม ที่วิ่งมายิงด้วยขวาเข้าประตูไปให้ อินเดีย ขึ้นนำไทย อีกครั้งเป็น 2-1

นาที 54 อินเดียมาได้ลุ้นอีกครั้งจากลูกเตะมุม และเป็น สุนิล เชตรี้ ที่สอดเข้ามาโขกแต่บอลเหินข้ามคานออกไป

นาที 58 ไทยเปลี่ยนตัวคนแรก ด้วยการส่ง กรกช วิริยอุดมศิริ ลงไปเล่นแทน สรรวัชญ์ เดชมิตร พร้อมหุบ ธีราทร บุญมาทัน ไปเล่นตรงกลาง

นาที 68 อินเดีย มาได้ประตูที่สามจากจังหวะโต้กลับ และเป็น อนิรุธ ทาปา ที่ได้ชิพข้ามตัว ฉัตรชัย บุตรพรม เข้าไปให้ อินเดีย หนีไปเป็น 3-1

นาที 73 ไทยเปลี่ยนตัวคนที่สองด้วยการส่ง สิโรจน์ ฉัตรทอง ลงมาเล่นแทน ชนาธิป สรงกระสินธ์

นาที 75 ไทยน่ามาได้ประตูตีตื้นจากจังหวะที่ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จ่ายให้ ธีรศิลป์ แดงดา หลอกแนวรับอินเดีย ก่อนยิงด้วยขวาแฉลบออกหลังไป

นาที 79 ไทยเปลี่ยนตัวคนสุดท้ายด้วยการส่ง สุมัญญา ปุริสาย ลงไปเล่นแทน อดิศักดิ์ ไกรษร

นาที 80 อินเดียมาได้ประตูที่สี่จากจังหวะที่ แนวรับไทยเคลียร์บอลไม่ขาดมาเข้าทาง เจเจ ลัลเปคลัว ยิงด้วยขวาเข้าประตูไปให้ สกอร์ห่างเป็น 4-1

นาที 87 ไทยมาได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะที่ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ได้ลองยิงแต่ก็ยังไปตรงตัวของ นายทวารทีมชาติอินเดีย

ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม ทีมชาติไทย พ่ายต่อ อินเดีย ไป 1-4 ทำให้ยังไม่มีแต้มจากการแข่งขันนัดแรก ส่วนอินเดีย ขึ้นไปเป็นจ่าฝูง ส่วนผลอีกคู่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสมอกับ บาห์เรน ไป 1-1

โปรแกรมนัดต่อไป ฟุตบอลชายทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ นัดที่สอง พบกับ ทีมชาติ บาห์เรน ที่สนาม อัล มัคตูม ใน นครดูไบ ในวันที่ 10 มกราคม 2562 เวลา 18.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD และ บักกาบู ทีวี

รายชื่อ 11 ตัวจริง

ไทย : ฉัตรชัย บุตรพรม – ทริสตอง โด, เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว, พรรษา เหมวิบูลย์, ธีราทร บุญมาทัน, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, สรรวัชญ์ เดชมิตร (กรกช วิริยอุดมศิริ 58), อดิศักดิ์ ไกรษร (สุมัญญา ปุริสาย 79), ชนาธิป สรงกระสินธ์ (สิโรจน์ ฉัตรทอง 73), ศุภชัย ใจเด็ด – ธีรศิลป์ แดงดา

อินเดีย : กูร์ปีต ซิงห์ สันธุ, สุภาซิช โภส, ซานเดช จินกัน, อนิรุธ ทาปา (โรว์ลิน บอร์เจส 78), สุนิล เชตรี, อชีค คุรุนิยาน (เจเจ ลัลเปคลัว 78), โปรนาย ฮัลเดอร์ (จักกิจันทร์ ซิงห์ 86), อุดันทา ซิงห์, ฮาลิจารัน นาร์ซารี, ปริตาม โคทัล, อนัส เอดาโทดิกา