ทางออกของประเทศไทย ใต้ร่มพระบารมี เอารอยยิ้มสยามกลับคืนมาให้คนไทย

0
72

“ทางออกของประเทศไทย ใต้ร่มพระบารมี เอารอยยิ้มสยามกลับคืนมาให้คนไทย

“ประวัติศาสตร์ชาติไทย กษัตริย์เป็นผู้สร้างและรวบรวมความเป็นปึกแผ่นมา ดังนั้นประเทศก็เหมือนบ้านเหมือนครอบครัว ครอบครัวมีบรรพบุรุษและทุกคนในครอบครัวจักต้องสำนึกและกตัญญูรู้คุณบุพการีและบรรพบุรุษ ที่ทำให้ครอบครัวนี้อยู่เย็นเป็นสุขมากี่ร้อยปีจนถึงปัจจุบัน

ร.9 ทรงเสียสละเพื่อคนไทย เพื่อประเทศไทย ทรงนำพาประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์สำคัญของยุคสงครามเย็น ทรงงานอย่างหนักมากกว่าผู้นำใดๆในโลกจนได้รับความศรัทธาจากพสกนิกรชาวไทยและชาวโลก ด้วยทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบกษัตริย์มิได้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย อีกทั้งยังทรงยกเครดิตสถาบันกษัตริย์ทั่วโลกให้ได้รับการยอมรับและมีเกียรติมากขึ้น โดยเฉพาะวันฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี และที่สำคัญที่สุดการทรงงานหนักของพระองค์ท่านทำให้คนไทยและชาวโลกประจักษ์ว่าพระราชปณิธาน (พระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”) และพระราชประสงค์สูงสุดของพระองค์ท่านคือ ความสุขของอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งถือว่าเป็นบุญและวาสนาของคนไทยและผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย อย่างที่สุด

ในรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงมีพระราชปณิธาน เพื่อสืบสานและต่อยอด เพื่อบรรลุพระราชประสงค์สูงสุดของพระราชบิดา ตามปฐมบรมราชโองการ ที่ว่า ( พระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ รัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”

ในสถานการณ์โลกที่เป็นภัยคุกคามหลายมิติ โดยเฉพาะการล่าอาณานิคมที่ประเทศมหาอำนาจของโลกไม่เคยลดความพยายามในการที่จะได้ประเทศไทยเป็นเมืองขึ้นตั้งแต่สองสามร้อยปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน แต่เราโชคดีที่มีบูรพกษัตริย์ที่เก่งและชาญฉลาดในการทำให้ไทย เป็นไท โดยเฉพาะทฤษฎี ”โดมิโน่” ในยุคสงครามเย็นที่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นและคอมมิวนิสต์ มาจนถึงทุกวันนี้ และอยากให้คนรุ่นใหม่ดูสาระคดีสงครามการแตกแยกของประเทศเพื่อนบ้านเราที่ผ่านมาว่ามันน่ากลัวและเลวร้ายขนาดไหน

สงครามเศรษฐกิจที่ทำลายได้ทุกอย่าง เพื่อผลประโยชน์และความได้เปรียบทางผลประโยชน์ของตน หรือเรียกว่ายุคทำลายล้าง (Disruption) อันนี้เป็นความจริงที่คนไทยทุกคนต้องศึกษาทำความเข้าใจ ว่ามันคือการใช้เทคโนโลยีในการกำหนดสถานการณ์โลกและสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่ง รัชกาลที่ 9 ได้ทรงเตือนและบอกคนไทยมาหลายครั้งว่าเราไม่ต้องการให้เป็นประเทศที่เจริญอย่างมาก เพราะเจริญทางด้านวัตถุและเทคโนโลยี มีแต่จะถอยหลัง จึงมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อันนี้ขอให้คนไทยมีสติทบทวนว่าจริงหรือไม่

ประเทศไทยเป็นบ้านหลังหนึ่งในโลกเป็นสมาชิกของโลก ที่คนส่วนใหญ่ในโลกชื่นชมและอยากมาอาศัยอยู่ เพราะอะไร เพราะความเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ มีความอุดมสมบูรณ์ ไม่เคยมีภัยพิบัติจากธรรมชาติที่ร้ายแรงและมีพระมหากษัตริย์ที่พระราชทานความรู้ ภูมิปัญญาและแนวทางในการอยู่ร่วมกัน ในการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่อยู่บนทางสายกลางที่นำมาซึ่งความมั่นคงและความศิวิไลซ์ ต่อสมาชิกทุกคนในบ้านหลังนี้ ซึ่ง หัวใจสำคัญหรือสิ่งสำคัญที่สุดที่ ร.9 ทรงบอกไว้ คือ “ความสามัคคี” และเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้อนาคตของบ้านเมืองมั่นคง และพัฒนาถาวรได้

“วันนี้หากคนไทยไม่สามัคคีและต้องการเอาชนะ แบ่งพวก แบ่งฝ่าย ขาดสติ ไม่เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และพยายามจะเอาชนะ พยายามจะให้ได้สิ่งที่ตนเองอุปมาว่าดี ว่าใช่ ว่าได้ ผมถามว่าหากการจะได้มาในสิ่งเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยสงคราม การสูญเสีย หากท่านชนะแล้ว ชัยชนะนั้นอยู่บนซากปรักหักพัง ท่านจะได้สิ่งที่ฝันไว้มั้ย หรือจะต้องใช้เวลาเท่าใดใช้ทรัพยากรเท่าใด ในการก่อร่างสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ เหมือนดังประเทศเพื่อนบ้านเราที่สามารถเป็นตัวอย่างให้เราได้เห็นมาในช่วงเวลาที่ผ่านมา

“รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังทุกความคิดเห็นโดยสันติ โดยไม่ละเมิดสิทธิของคนไทยส่วนใหญ่ วันนี้ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามกฎหมายเพราะคือหน้าที่ที่ถูกกำหนดไว้ตามกฎหมายและเป็นการรักษาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่จะต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครอง หากการเรียกร้องเหล่านั้นอยู่บนแนวทางในการสร้างความสามัคคี การสร้างความมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง การมีตรรกะ ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ของชาติและอยู่บนหลักการประชาธิปไตยโดยแท้จริงนั่นคือการทำหน้าที่และเคารพสิทธิผู้อื่น รัฐบาลยินดีที่จะรับทุกข้อเสนอ ซึ่งวันนี้ความเร่งด่วนสำคัญที่สุดคือ ปากท้องของพี่น้องชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามไวรัสโควิด-19 เพราะชีวิตคนไทยทุกคนมีค่ายิ่ง จึงขอวิงวอนให้คนไทยทุกคนลุกมายืนขึ้นเพื่อจับมือกันก้าวข้ามความขัดแย้งไปให้ได้ เพื่อให้คนไทยทุกคนมีความรักสามัคคีปรองดองกัน ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทั่วโลกให้การชื่นชมยอมรับว่า เป็นเมืองที่มีแต่รอยยิ้มอันสวยงาม คนไทยมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ อยากให้ทุกคนช่วยกันเอารอย”ยิ้มสยาม”กลับมาสู่คนไทยมาสู่ประเทศไทยให้เหมือนเดิมอีกจะได้ไหมครับ”

สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำนายกรัฐมนตรี
วันที่ 18 ตุลาคม 2563