


เมื่อวันที่ 28 ก.พ.68 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท.มอบหมายให้ พล.ต.ต.ศุภกร ผิวอ่อน ผบก.สอท.5, พ.ต.อ.ฐาปกรณ์ หนุมาศ ผกก.3 บก.สอท.5,พ.ต.ท.ปฐมพงศ์ มีอยู่ รอง ผกก.3 บก.สอท.5 และ พร้อมชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.5 ร่วมกันแถลงข่าว ปฏิบัติการ “ปิดเมืองคอน สยบภัยออนไลน์” ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งมีการปิดล้อมตรวจค้นจับกุม จำนวน 3 เป้าหมาย ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ห้วงวันที่ 26 – 28 ก.พ.68
พล.ต.ต.ศุภกร กล่าวว่า ตามนโยบายของพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท.ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบัญชาการ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 เร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนในวงกว้าง จึงได้สังการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดระดมกวาดล้างในพื้นที่รับผิดชอบ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 ระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ ในห้วง 26-28 ก.พ.68 ให้มีผลเป็นรูปธรรม โดยเจ้าหน้าที่ กก.3 บก.สอท.5 ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ “ปิดเมืองคอน สยบภัยออนไลน์” ในการกวาดล้างอาชญากรรมทางออนไลน์ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีการจับกุมในคดีที่น่าสนใจดังนี้
คดีที่ 1 – จับกุม 3 ผู้ต้องหาขบวนการสแกมเมอร์ลวงให้รักผ่านแอพพลิเคชั่นหาคู่ชื่อดัง หลอกลวงเหยื่อสูญเงินรวมกว่า 10 ล้านบาท โดยปิดล้อมตรวจค้นจับกุมได้ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรรมราช
สืบเนื่องจากประมาณปลายปี 2566 ผู้เสียหายได้ใช้งานแอพพลิเคชั่นหาคู่ชื่อดังในโชเชียลมีเดียและได้รู้จักกับบุคคลที่เชื่อว่าเป็นมิจฉาชีพได้ปลอมภาพโดยใช้ภาพหญิงสาวผู้อื่นทำให้ผู้เสียหายเกิดความสนใจ และได้แนะนำตัวเพื่อพูดคุยกันและต่อมาได้มีการแลกไอดีไลน์ (LINE) เพื่อไว้ติดต่อพูดคุย ทั้งนี้ผู้เสียหายได้พูดคุยกับมิจฉาชีพเรื่อยมาจนกระทั่งกลุ่มมิจฉาชีพได้อ้างว่าตนเองมีธุรกิจเปิดโรงรับซื้อผลไม้(ล้งผลไม้) และอาชีพปล่อยเช่าห้องพัก จึงได้ชักชวนผู้เสียหายร่วมลงทนในธุรกิจและจะแบ่งผลประโยชน์ให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพเรื่อยมาเป็นจำนวนหลายครั้ง รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท ต่อมาผู้เสียหายไม่สามารถติดต่อกับบุคคลดังกล่าวได้จึงเชื่อว่าตนเองน่าจะถูกกลุ่มมิจฉาชีพในขบวนการนี้หลอกลวงจึงได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
กก.3 บก.สอท.5 ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและวิเคราะห์เส้นทางการเงินจนสามารถ ขออนุมัติขอหมายศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีออกหมายจับกลุ่มมิจฉาชีพ ในขบวนการ จำนวน 3 ราย และในวันที่ 27 ก.พ.68 ชุดสืบสวน กก.3 บก.สอท.5 ได้ปิดล้อมตรวจค้นในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 3 เป้าหมา
จับกุมผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าวได้ทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย
จับกุม 1.น.ส.ขวัญธิดาฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.108/2568 ลง 25 ก.พ.68 ได้ที่บ้านพักใน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นตัวการหลักในการหลอกลวงผู้เสียหายและรับผลประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้เสียหาย
2. จับกุม นายธนภัทรฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 20 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.109/2568 ลง 25 ก.พ.68 ได้ในพื้นที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่ผู้เสียหายโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพและเป็นหลามชายของ น.ส.ขวัญธิดาฯ ที่นำบัญชีธนาคารมาใช้งาน
และ 3.นางธัญสมรฯ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จ.110/2568 ลง 25 ก.พ.68 ได้ที่บ้านพักใน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่ผู้เสียหายโอนเงินให้กลุ่มมิจฉาชีพและเป็นน้าสาวของ น.ส.ขวัญธิดา
ส่งดำเนินคดีในความติดฐาน “ร่วมกันอัอโดยผแสดงคนเป็นคนอื่นอื่นๆ และโลยจริห หรือโดยอกลกลาง มันจำเสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น”
จากการสอบถาม น.ส.ขวัญธิดา ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่าตนเองมีหนี้สินจำนวนมากจึงได้ปลอมโปรไฟล์โดยนำภาพของหญิงสาวบุคคลอื่นที่หน้าตาดีมาตั้งเป็นภาพส่วนตัวเพื่อเลือกเหยื่อที่มีฐานะดีในแอพพลิเคชั่นหาคู่จากนั้นจะพูดคุยหว่านล้อมให้เหยื่อคิดว่าเป็นคนรักกันและให้ช่วยเหลือเรื่องเงิน จากนั้นเมื่อเหยื่อหลงเชื่อและโอน
ะตีตนออกห่างและไม่ติดต่อกับผู้เสียหาย ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่ร่วมขบวนการ
นั้นเป็นบัญชีม้าที่ได้นำมาใช้เพื่อให้เหยื่อโอนเงินให้โดยอ้างว่าบัญชีของตนเองมีปัญหาขัดข้อง ทั้งนี้จากตรวจสอบประวัติน.ส.ขวัญธิดา พบว่ามีการถูกดำเนินคดีในลักษณะเช่นนี้อยู่หลายคดีและบางคดีอยู่ในชั้นอัยการ หรืออยู่ระหว่างรับสภาพหนี้เพื่อยุติคดีความกับผู้เสียหายรายอื่น หลังจากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดนำส่งพนักงาน
สอบสวน กก.3 บก.สอท.5 ดำเนินคดีต่อไป
พล.ต.ต.ศุภกร กล่าวต่อว่า ได้ย้ำเตือนว่าประชาชนที่ใช้แอพพลิเคชั่นหาคู่ ให้ใช้วิจารณญาณในการพูดคุยกับบุคคลแปลกหน้าในโซเชียลมีเดียอาจเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ หรือถ้าบุคคลใดที่สนทนาด้วยนั้นให้โอนเงินเพื่อแสดงความรัก หรือแสดงความรู้สึกอื่นใด ให้สันนิษฐานก่อนว่าเป็นกลุ่มมิจฉาชีพ จึงให้พึงระวังก่อนตกเป็นเหยื่อให้มิจฉาชีพในลักษณะลวงให้รัก หรือ โทรแจ้งที่สายด่วน 1441 หรือดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น Cyber Check เพื่อตรวจสอบกลุ่มมิจฉาชีพ
ส่วนคดีที่ 2 – ควบคุมตัวอดีตนายกเทศมนตรีจันดี พร้อมเลขาคนสนิท หลังพบเอี่ยวกับขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์ชาวจีน ที่ถูกจับกุมที่ ต.จันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อต้นปี 2567
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มี.ค.67 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ปิดล้อมตรวจคันตามหมายค้นในสถานที่สำคัญ พื้นที่ ต.จันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นสถานที่ปฏิบัติการของกลุ่มแก๊งคอลเซนเตอร์ โดยขณะนั้นสามารถจับกุมชาวจีนและชาวไทยได้จำนวน 63 ราย
ต่อมาจากการสืบสวนขยายผลพบกลุ่มคอยให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มแก๊งคอลเซนเตอร์ชาวจีนรวมถึงกลุ่มที่มีส่วนได้รับผลประโยชน์จากแก๊งคอลเซนเตอร์ดังกล่าว คือ นางเรวดี ทีปไพบูลย์ (เจ๊เล็ก ) อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลจันดี และบุคคลในครอบครัว พร้อมลูกน้องคนไทย ซึ่งเป็นนอนินีของนางเรวดี จำนวน 5 ราย และชาวจีนที่อยู่ในขบวนการอีก 1 ราย ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดทุ่งสง ได้อนุมัติหมายจับ ในฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , รวมกันฉ้อโกงโดยแสดงคนเป็นบุคคลอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมๆ , ร่วมกันเป็นอั้งยี่,และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” โดยคดีนี้นี้มีผู้ตกเป็นผู้ต้องหา รวมทั้งสิ้น 72 ราย (เป็นคนไทย 20 ราย และคนสัญชาติจีน 52 ราย) ตำรวจได้ดำเนินการติดตามจับกุมบุคคคลตามหมายจับในคดีนี้เรื่อยมา ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีจำนวน 3 ราย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 ได้ทำการสืบสวนและประชาสัมพัมธ์ให้บุคคลที่ยังหลบหนีอยู่ให้เข้ามามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งได้รับการประสานจาก นางเรวดี (เจ๊เล็ก) อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลจันดี และ น.ส.ดุษฎีเลขาคนสนิท เพื่อขอเข้ามอบตัวเข้าสู่กระบวนยุติธรรม
โดยต่อมาในวันที่ 27 ก.พ.68 นางเรวดี และ น.ส.ดุษฎี ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.5 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งบุคคลทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันตามหมายจับ จึงได้ถูกจับกุมในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงคนเป็นบุคคลอื่น , ร่วมกันโดยทจริตหรือหลอกลางนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมฯ , ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันเป็นซ่องโจร,เเละร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ทั้งนี้ในชั้นจับกุม นางเรวดีและ น.ส.ดุษฎี ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาและยังไม่ขอให้การในชั้นสอบสวน จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 และแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวน ก่อนนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนีอีก 1 ราย คือสามีของนางเรวดีเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
Share this content: